ห้องเรียนภูมิศาสตร์

รูปภาพของ  ลูกโลกขนาดจัมโบ้ Inflatable Globe

สวัสดีจ๊ะนักเรียน

ในภาคเรียนที่ 2 นี้ ครูเปิดห้องเรียนภูมิศาสตร์เป็นห้องนัดพบสำหรับทุกคนที่สนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

นักเรียนติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในการเรียนได้ที่นี่นะจ๊ะ

ครูปานใจ

ดาวน์โหลดเอกสาร ภูมิศาสตร์1

แนวการสอบปลายภาค ภาค1/2555 รายวิชา ส32101

นักเรียนที่เรียนรายวิชา ส32101 (สาระเศรษฐศาสตร์)
ในการสอบปลายภาคเรียนนี้ มีการสอบ 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 เป็น ข้อสอบอัตนัย จำนวน 2 ข้อ
เรื่องการเงิน การคลัง การธนาคาร จำนวน 1 ข้อ ( 2 คะแนน)
เรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศและความร่วมมือทางเศรษฐกิจจำนวน 1 ข้อ (3 คะแนน)
สำหรับข้อสอบอัตนัยจะสอบนอกตารางตามวันเวลาที่แต่ละครูผู้สอนกำหนด
ส่วนที่ 2 เป็น ข้อสอบปรนัย จำนวน 60 ข้อ 15 คะแนน (สอบในตาราง) ดังนี้
ตัวชี้วัด 1 อธิบายบทบาทของรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายการเงิน การคลังในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ (30 ข้อ)
ตัวชี้วัด 2 วิเคราะห์ผบกระทบของการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีต่อสังคมโลก (15 ข้อ)
ตัวชี้วัด 3 วิเคราะห์ผลดี ผลเสีย ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ (15 ข้อ)

เศรษฐศาสตร์

จากครูปานใจ : สวัสดีนักเรียนทุกคน
ครูมีเว็บไซด์ทางเศรษฐศาสตร์ที่จะแนะนำให้นักเรียนเข้าไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมค่ะ


บทเรียนออนไลน์วิชาเศรษฐศาสตร์

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : http://www.ceted.org/course/economic/Web/content2.php

ตัวอย่างกฎหมายอาญา

ตัวอย่างเหตุการณ์กระทำผิด และการลงโทษตามกฎหมายอาญา

1. นายชมต้องการฆ่านายชัย จึงส่งจดหมายไปถึงนายชิตมือปืนรับจ้างให้ฆ่านายชัย ต่อมานายชมเปลี่ยนใจไม่ต้องการฆ่านายชัยโดยเพียงต้องการทำร้ายเท่านั้น จึงส่งจดหมายอีกฉบับหนึ่งถึงนายชิตมีใจความว่า ขอยกเลิกข้อความในจดหมายฉบับแรกทั้งหมดและให้นายชิตไปคอยดักทำร้ายนายชัย ปรากฏว่าจดหมายฉบับแรกหายกลางทางไปไม่ถึงมือนายชิต แต่นายชิตได้รับจดหมายฉบับที่สอง โดยไม่รู้เรื่องในจดหมายฉบับแรกเลย และได้ไปคอยดักทำร้ายนายชัยตามที่นายชมว่าจ้าง เมื่อนายชัยเดินทางมาถึง นายชิตซึ่งแอบอยู่ก็ตรงเข้าใช้ไม้ตีทำร้ายนายชัย เป็นเหตุให้นายชัยล้มลงศีรษะฟาดพื้นถึงแก่ความตาย

การลงโทษตามกฎหมายอาญา

นายชมไม่ต้องรับผิดฐานเป็นผู้ใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ใน ความผิดฐานฆ่านายชัยเพราะเมื่อจดหมายฉบับแรกหายกลางทางและนายชิตไม่รู้ข้อ ความใด ๆ ในจดหมายฉบับแรกเลย จึงยังไม่มีการใช้ให้ไปฆ่า นายชมจึงไม่ต้องรับโทษหนึ่งในสามของโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) แต่ อย่างใดนายชิตไปดักทำร้ายนายชัยตามที่รับจ้างมา เป็นการทำร้ายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อนายชัยถึงแก่ความตายอันเป็นผลโดยตรงจากการทำร้าย นายชิตจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสองนายชมมีความผิดเช่นเดียวกับนายชิตโดยเป็นผู้ใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 แม้ นายชัยจะถึงแก่ความตายแต่ก็เป็นการกระทำภายในขอบเขตของการใช้ ซึ่งผู้ใช้ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87

2. นายอ้วนกับนายผอมเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันมาก่อน วันเกิดเหตุนายอ้วนไปท้าทายนายผอมโดยพูดว่า “มึง ออกมาต่อยกับกูตัวต่อตัว ถ้าแน่จริง” นายผอมเดินออกจากบ้านไปพบนายอ้วนโดยพกอาวุธปืนสั้นไปด้วย นายอ้วนชักมีดออกมาเพื่อจ้วงแทงนายผอม จึงถูกนายผอมใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงในระยะ 2 เมตร ถูกนายอ้วนที่หน้าอกจำนวน3 นัด นายอ้วนได้รับอันตรายสาหัส และนายผอมอ้างเหตุว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือกระทำโดยบันดาลโทสะ

การลงโทษตามกฎหมายอาญา

นายผอมใช้อาวุธปืนยิงในระยะ 2 เมตร ถูกนายอ้วนที่หน้าอก 3 นัด ถือว่ามีเจตนาฆ่านายอ้วน แต่นายอ้วนไม่ถึงแก่ความตาย นายผอมจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80การ ที่นายอ้วนไปพูดท้าทายและนายผอมออกไปพบนายอ้วนโดยพกอาวุธปืนสั้นไปด้วย แสดงว่านายผอมสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับนายอ้วน เป็นการเข้าสู่ภัยโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ แม้นายอ้วนชักมีดเพื่อจ้วงแทงก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการทะเลาะวิวาท กัน นายผอมไม่มีสิทธิใช้อาวุธปืนยิงนายอ้วน โดยอ้างเหตุว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 การ ที่นายอ้วนพูดท้าทายให้นายผอมออกไปชกต่อยกันตัวต่อตัว ยังมิใช่เป็นการข่มเหงนายผอมอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมต่อนายผอม และแม้นายอ้วนชักมีดเพื่อจ้วงแทงก็เนื่องมาจากการที่นายผอมสมัครใจเข้าวิวาท ต่อสู้กับนายอ้วน จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3089/2541 และ 4686/2545)

3. นายต้นถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญา นายต้นกลัวว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษจำคุก จึงไปปรึกษานายส่งซึ่งเป็นลูกจ้างชั่วคราว ทำหน้าที่เก็บสำนวนคดีอยู่ที่ศาลนั้นซึ่งรู้จักกันมาก่อน นายส่งได้พูดว่ารู้จักผู้พิพากษาในคดีที่นายต้นถูกฟ้อง เคยเสนอสำนวนให้ท่านพิจารณา หากนายต้นให้เงินตน 100,000 บาท ก็จะขอให้ศาลพิพากษารอการลงโทษแก่นายต้น แต่นายส่งมิได้ระบุชื่อผู้พิพากษา นายต้นจึงมอบเงินจำนวน 100,000 บาท แก่นายส่ง ต่อมาศาลพิพากษาลงโทษจำคุกนายต้น นายต้นจึงทราบว่านายส่งมิได้วิ่งเต้นให้ตนเลย เพราะนายส่งไม่เคยรู้จักผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน เหตุที่นายส่งแอบอ้างเพราะเข้าใจว่าคดีประเภทนี้ศาลมักจะรอการลงโทษอยู่แล้ว นายต้นจึงไปต่อว่านายส่งว่าทำให้ตนเสียหายต้องโทษจำคุกและขอเงินคืน นายส่งอ้างว่ามิได้กระทำความผิดแต่อย่างใดและไม่ยอมคืนเงิน 100,000 บาท

การลงโทษตามกฎหมายอาญา

การที่นายส่งเรียกและรับเงินไปจากนายต้นเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท เพื่อเป็นการตอบแทนโดยอ้างว่าจะนำไปใช้จูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งผู้พิพากษา โดยวิธีการอันทุจริตให้กระทำการในหน้าที่พิพากษาคดีโดยรอการลงโทษแก่นายต้น ในคดีอาญาที่นายต้นถูกฟ้อง แม้จะมิได้ระบุชื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีของนายต้นและไม่ได้ไปจูง ใจผู้พิพากษาในการกระทำการในหน้าที่ให้เป็นคุณแก่นายต้นก็ตาม การกระทำของนายส่งก็ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7695/2543)  ส่วนเงินจำนวน 100,000 บาท
เป็นทรัพย์ที่ได้ให้ตามความในมาตรา 143 จึงต้องริบเสียทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 34 (1)

แนวการสอบกลางภาควิชา ส32101 สังคมศึกษา 3

ข้อสอบมี 2 ตอน

ตอนที่ 1  จำนวน  36  ข้อ  12  คะแนน

ตอนที่ 2  จำนวน  2  ข้อ  3  คะแนน

ตอนที่ 1  หน่วยที่ 1  หลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น  10  ข้อ

หน่วยที่  2  การกำหนดราคาและค่าจ้างในระบบเศรษฐกิจ  12  ข้อ

หน่วยที่ 3 เศรษฐกิจพอเพียง   5  ข้อ

หน่วยที่ 4  ระบบสหกรณ์   5  ข้อ

หน่วยที่ 5  เศรษฐกิจในชุมชน   4  ข้อ

อัตนัย  2  ข้อ  3  คะแนน

ข้อที่ 1  การกำหนดราคาและค่าจ้างในระบบเศรษฐกิจ

ข้อที่ 2  เศรษฐกิจพอเพียง  ระบบสหกรณ์  และเศรษฐกิจชุมชน

ขอให้นักเรียนทุกคนโชคดีในการสอบ

krukak

แนวการสอบกลางภาครายวิชาส40221 กฎหมายในชีวิตประจำวัน

ข้อสอบมีทั้งหมด 2 ตอน ตอนที่ 1  จำนวน  36  ข้อ  12  คะแนน    ตอนที่ 2  จำนวน  2 ข้อ  3  คะแนน

ความหมาย ความสำคัญที่มาและประเภทของกฎหมาย จำนวน 8 ข้อ

วิวัฒนาการกฎหมายไทย  3  ข้อ

อธิบายกระบวนการจัดทำกฎหมายลายลักษณ์อักษร  5  ข้อ

วิธีการบังคับใช้กฎหมายและยกเลิกกฎหมาย  4  ข้อ

กฎหมายหลักในการปกครองประเทศ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย) 8  ข้อ

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์  8  ข้อ

อัตนัย  2 ข้อ   ข้อที่ 1 เกี่ยวกับความสำคัญของกฎหมาย  และข้อที่ 2  เกี่ยวกับนิติกรรมดมฆะกรรมและโมฆียะกรรม

ขอให้โชคดีในการสอบทุกคนนะคะ

krukak

การดำเนินชีวิตโดยใช้หลักการพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ชื่อเรื่อง การศึกษาการดำเนินชีวิตโดยใช้หลักการพึ่งตนเองตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย  จังหวัดนครราชสีมา

ชื่อผู้ศึกษา นางปานใจ  จิรวัชรเดช

โรงเรียน โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย  อำเภอเมือง  จังหวัดนครราชสีมา 

ปีที่ศึกษา พ.ศ.  2551

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตโดยใช้หลักการพึ่งตนเองตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย  5  ด้าน  คือ  ด้านจิตใจ  ด้านสังคม  ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ด้านเทคโนโลยี  และด้านเศรษฐกิจ     กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  ภาคเรียนที่  2    ปีการศึกษา  2551  จำนวน  1  ห้องเรียน  โดยการสุ่มแบบกลุ่ม  (Cluster Random Sampling)        จับฉลากจาก  4  ห้องเรียน  เหลือ  1  ห้องเรียน  ได้แก่  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5 / 5  จำนวนนักเรียน  41  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  เป็นแบบสัมภาษณ์การดำเนินชีวิตโดยใช้หลักการพึ่งตนเองตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  5  ด้าน  วิเคราะห์สถานภาพผู้ให้ข้อมูลโดยค่าร้อยละ  และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์แบบบรรยาย  และนำเสนอผลการวิจัยในรูปของความเรียง  ผลการศึกษาการดำเนินชีวิตโดยใช้หลักการพึ่งตนเองตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  5  ด้าน  คือ  ด้านจิตใจ  ด้านสังคม  ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ด้านเทคโนโลยี  และด้านเศรษฐกิจ  สรุปได้ดังนี้

1.  นักเรียนพึ่งตนเองพึ่งตนเองด้านจิตใจ  ด้วยจิตใจที่ดี  ร่าเริงแจ่มใส  รู้จักเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เหมาะสมกับวัย  ดูแลรักษาสุขภาพของตนเองโดยการออกกำลังกาย  และพักผ่อนให้เพียงพอ  ยึดหลักธรรมคำสอนทางศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ  ปฏิบัติตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี  ในการเข้าวัดทำบุญตามโอกาส  เมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ  ทำให้ไม่สบายใจหรือเกิดความทุกข์  รู้จักวิธีการเตรียมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น  แก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล  และมีภูมิคุ้มกันที่ดี  ส่งผลให้มีความสุขในการดำรงชีวิต

2.  นักเรียนพึ่งพาตนเองด้านสังคม  จากการใช้ชีวิตให้มีความสุขในครอบครัว        ให้กำลังใจกันและกัน  ให้ความสำคัญกับครอบครัว  ร่วมทำกิจกรรมในครอบครัว  ดำรงชีวิตร่วมกันกับคนในครอบครัวอย่างมีความสุข  ร่วมในการเรียน  ช่วยเหลือซึ่งกันและกันกับเพื่อน ๆ   มีความเอื้ออาทรต่อกัน  มีจิตสาธารณะ  ช่วยเหลือโรงเรียน  มุ่งให้เกิดความสามัคคีในเพื่อนร่วม      ชั้นเรียน  ร่วมสถาบันโรงเรียน  มีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้น  เพื่อให้ปัญหาลุล่วงไปด้วยดี  และสร้างความเป็นหมู่คณะในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ  ของโรงเรียนและชุมชน

3.  นักเรียนพึ่งตนเองด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โดยการประหยัดพลังงาน  ใช้น้ำ  ไฟฟ้า  และวัตถุทางการศึกษาเท่าที่จำเป็น  เศษวัสดุที่เหลือใช้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเอง  ครอบครัว  และชุมชน  ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม  โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน  ลดปริมาณขยะในโรงเรียนให้น้อยลง  ช่วยกันปลูกต้นไม้     เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว  ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก  เพื่อลดภาวะโลกร้อน

4.  นักเรียนพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี  มีการใช้เทคโนโลยีเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมในชีวิตประจำวัน  มีการเรียนรู้  แสวงหาความรู้ใหม่ ๆ  เกี่ยวกับเทคโนโลยี  ซึ่งทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารได้รวดเร็ว  ประหยัดเวลา  อำนวยความสะดวกในการศึกษาหาข้อมูล  และสามารถพัฒนาตนเองให้ทันเหตุการณ์บ้านเมือง  ส่งผลให้นักเรียนมีการวางแผนในการดำเนินชีวิต  ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันและในอนาคต

5.  นักเรียนพึ่งพาตนเองด้านเศรษฐกิจ  โดยการรู้จักใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดตามความจำเป็น  ดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง  พออยู่  พอกิน  พอใช้  มีการวางแผนในการใช้จ่ายเงินและรู้จักเก็บออมเงินไว้  ส่งผลให้นักเรียนมีการพึ่งพาตนเองในการดำเนินชีวิต

รายงานการใช้สื่อประสมเศรษฐศาสตร์ช่วงชั้นที่ 4

ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดสื่อประสม  สาระเศรษฐศาสตร์

สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่  4  (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4 – 6)

ชื่อผู้รายงาน นางปานใจ  จิรวัชรเดช

โรงเรียน โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย  อำเภอเมือง  จังหวัดนครราชสีมา

ปีที่รายงาน พ.ศ.  2551

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย  1)  เพื่อพัฒนาชุดสื่อประสม  สาระเศรษฐศาสตร์  สำหรับนักเรียนระดับช่วงชั้นที่  4  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  80 / 80    2)  เพื่อศึกษาผลการใช้ชุดสื่อประสม  สาระเศรษฐศาสตร์ให้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ  80                   3)  เพื่อประเมินผลการใช้ชุดสื่อประสม  สาระเศรษฐศาสตร์  สำหรับนักเรียนระดับช่วงชั้นที่  4  โรงเรียน                       ราชสีมาวิทยาลัย  จังหวัดนครราชสีมา

กลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่มเป้าหมายที่ใช้เพื่อการทดลองใช้ชุดสื่อประสม  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5 / 11  โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย  จังหวัดนครราชสีมา  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2551  จำนวน  10  คน  กลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่มเป้าหมายที่  2  เพื่อใช้ชุดสื่อประสม  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5 / 12  โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย  จังหวัดนครราชสีมา  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2551  จำนวน  35  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  คือ  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  สาระเศรษฐศาสตร์  ช่วงชั้นที่  4  และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  ที่มีต่อการใช้ชุดสื่อประสม  วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาประสิทธิภาพของชุดสื่อประสม  หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนจากการทดสอบหลังเรียน                     ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ทำการทดสอบคะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการทดสอบหลังเรียนกับเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้  โดยการทดสอบค่า  t  (One Sample)  หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความพึงพอใจ

ผลการศึกษาพบว่า

1.  ชุดสื่อประสม  สาระเศรษฐศาสตร์  สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่  4  มีประสิทธิภาพ

85.31 / 82.11

2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน  โดยชุดสื่อประสม  สาระเศรษฐศาสตร์  สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่  4  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้  80 / 80  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

3.  นักเรียนที่เรียนด้วยชุดสื่อประสมมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดสื่อประสม  โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

ผลการใช้บทเรียนออนไลน์เศรษฐกิจพอเพียง

ชื่อเรื่อง ผลการใช้บทเรียนออนไลน์  เรื่อง  เศรษฐกิจพอเพียงที่มีต่อผลสัมฤทธิ์                          ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา                                                   ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย                           จังหวัดนครราชสีมา

ชื่อผู้วิจัย นางปานใจ  จิรวัชรเดช

ปีที่วิจัย พ.ศ. 2551

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์     เรื่อง  เศรษฐกิจพอเพียง  ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนบทเรียนออนไลน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2551  จำนวนทั้งสิ้น  81  คน  ซึ่งได้มา          โดยการสุ่มแบบเจาะจง  (Purposive Sampling)  ประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างในการหาประสิทธิภาพบทเรียนออนไลน์  จำนวน  40  คน  ซึ่งมี  3  ขั้นตอน  คือ  ขั้นทดสอบรายบุคคล  ขั้นทดสอบ         กลุ่มเล็กและขั้นทดสอบภาคสนาม  และกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง  41  คน  ดำเนินการใช้           แบบแผนการวิจัยแบบ  One – Group Pretest – Posttest Design  วิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการทางสถิติแบบ  t – test Dependent

ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

1.  บทเรียนออนไลน์สาระเศรษฐศาสตร์  เรื่อง  เศรษฐกิจพอเพียงที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ  82.57/83.33  ตามลำดับ  เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ  80/80

2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์  เรื่อง  เศรษฐกิจพอเพียงหลังเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

3.  เจตคติต่อการเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์  เรื่อง  เศรษฐกิจพอเพียงหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

วิทยฐานะ

วิทยฐานะเกณฑ์ใหม่เริ่มใช้ 1 ตุลาคม 2552 นี้
นาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เผยที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ ๖/๒๕๕๒ ได้เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามี วิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะใหม่ มีผลตั้งแต่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒

รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ โดยให้มีผลยื่นคำขอหลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะใหม่นี้ได้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ เป็นต้นไป

คุณสมบัติของผู้เข้ารับการประเมิน

ครู ชำนาญการ ดำรงตำแหน่งครูมาแล้วไม่น้อยกว่า ๖ ปี ๔ ปี ๒ ปี สำหรับวุฒิปริญญาตรี โท และเอกตามลำดับ และมีผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย้อนหลัง ๒ ปีติดต่อกัน นับถึงวันที่ยื่นคำขอ

ครูชำนาญการพิเศษ ดำรงตำแหน่งครูชำนาญการมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ปี และได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบจากการเรียนการสอนและพัฒนาผู้เรียน และมีผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย้อนหลัง ๒ ปีติดต่อกัน นับถึงวันที่ยื่นคำขอ

ครูเชี่ยวชาญ ดำรงตำแหน่งครูชำนาญการพิเศษมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปี หรือครูชำนาญการมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี และได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบจากการเรียนการสอนและพัฒนาผู้เรียน และมีผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย้อนหลัง ๒ ปีติดต่อกัน นับถึงวันที่ยื่นคำขอ

ครูเชี่ยวชาญพิเศษ ดำรงตำแหน่งครูเชี่ยวชาญมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ปี และได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบจากการเรียนการสอนและพัฒนาผู้เรียน และมีผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย้อนหลัง ๒ ปีติดต่อกัน นับถึงวันที่ยื่นคำขอ

องค์ประกอบในการประเมิน

ด้านที่ ๑ ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ พิจารณาจากข้อมูลของบุคคลและหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเอกสารหลักฐาน คือ ก.พ.๗, คำรับรองของผู้บังคับบัญชาและกรรมการสถานศึกษา และเอกสารหลักฐานที่แสดงการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ

ด้านที่ ๒ ด้านความรู้ความสามารถ พิจารณาจากเอกสารหลักฐานในการพัฒนาตนเองและงานในหน้าที่ ๒ ส่วน คือ ๑) เอกสารหลักฐานที่แสดงถึงการพัฒนาตนเองเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะในสาขา หรือกลุ่มสาระที่รับผิดชอบหรือในงานที่รับผิดชอบ เช่น วุฒิบัตร เกียรติบัตร หรือใบรับรองการผ่านทดสอบความรู้จากสถาบันวิชาการที่ ก.ค.ศ.รับรอง เป็นต้น ๒) เอกสารหลักฐานที่แสดงถึงการเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการส อน เช่น แผนการสอน สื่อการสอน แฟ้มสะสมผลงาน เป็นต้น

ด้านที่ ๓ ด้านผลการปฏิบัติงาน
– ชำนาญการ พิจารณาผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และหรือผลการทดสอบจากหน่วยงานที่แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการพัฒนาด้านการ เรียนรู้และพัฒนาการด้านอื่นๆ โดยคำนึงถึงปริมาณ คุณภาพ และสภาพของงานด้วย และอาจพิจารณาจากการปฏิบัติจริงด้วยก็ได้
– ชำนาญการพิเศษ มี ๒ ส่วน คือ
ส่วน ที่ ๑ ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และหรือผลการทดสอบจากหน่วยงานที่แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการพัฒนาด้านการ เรียนรู้และพัฒนาการด้านอื่นๆ โดยคำนึงถึงปริมาณ คุณภาพ และสภาพของงานด้วย และอาจพิจารณาจากการปฏิบัติจริงด้วยก็ได้
ส่วนที่ ๒ ผลงานทางวิชาการ ซึ่งเป็นรายงานการศึกษาค้นคว้าหรือผลการวิจัยในชั้นเรียนที่มีจุดหมายในการ แก้ปัญหาด้านการเรียนของผู้เรียน มีการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและนำไปสู่การสรุปองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนไม่น้อยกว่า ๑ รายการ
– เชี่ยวชาญ มี ๒ ส่วน คือ
ส่วนที่ ๑ ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และหรือผลการทดสอบจากหน่วยงานที่แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการพัฒนาด้านการ เรียนรู้และพัฒนาการด้านอื่นๆ โดยคำนึงถึงปริมาณ คุณภาพ และสภาพของงานด้วย และอาจพิจารณาจากการปฏิบัติจริงด้วยก็ได้
ส่วนที่ ๒ ผลงานทางวิชาการ ซึ่งเป็นรายงานการศึกษาค้นคว้าหรือผลการวิจัยในชั้นเรียนที่มีจุดหมายในการ แก้ปัญหาด้านการเรียนของผู้เรียน มีการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและนำไปสู่การสรุปองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนไม่น้อยกว่า ๒ รายการ ซึ่งต้องเป็นงานวิจัยอย่างน้อย ๑ รายการ
– เชี่ยวชาญพิเศษ มี ๒ ส่วน คือ
ส่วน ที่ ๑ ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และหรือผลการทดสอบจากหน่วยงานที่แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการพัฒนาด้านการ เรียนรู้และพัฒนาการด้านอื่นๆ โดยคำนึงถึงปริมาณ คุณภาพ และสภาพของงานด้วย และอาจพิจารณาจากการปฏิบัติจริงด้วยก็ได้
ส่วนที่ ๒ ผลงานทางวิชาการ ซึ่งเป็นรายงานการศึกษาค้นคว้าหรือผลการวิจัยในชั้นเรียนที่มีจุดหมายในการ แก้ปัญหาด้านการเรียนของผู้เรียน มีการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและนำไปสู่การสรุปองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนไม่น้อยกว่า ๒ รายการ ซึ่งต้องเป็นงานวิจัยและพัฒนาอย่างน้อย ๑ รายการ

การปรับปรุงผลงาน

กรณี ที่ ก.ค.ศ. เห็นสมควรให้ปรับปรุงผลงานทางวิชาการ ให้ปรับปรุงได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ไม่เกิน ๖ เดือน ครั้งที่ ๒ ไม่เกิน ๓ เดือน นับตั้งแต่วันที่ สพท.ได้รับหนังสือแจ้งมติจากสำนักงาน ก.ค.ศ. โดยส่งให้คณะกรรมการชุดเดิมพิจารณา หากไม่ส่งภายในกำหนดถือว่าสละสิทธิ์

เกณฑ์การตัดสิน

ผู้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ต้องได้คะแนนแต่ละด้าน ดังนี้

ชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ เชี่ยวชาญพิเศษ
ด้าน ๑ ต้องได้คะแนน
แต่ละด้านจากกรรมการ
ทั้งสามคน
เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๖๕% ๗๐% ๗๕% ๘๐%
ด้าน ๒ ๗๐% ๗๕% ๘๐%
ด้าน ๓ ส่วนที่ ๑ ไม่ต่ำกว่า ๖๕% ส่วนที่ ๑ ไม่ต่ำกว่า ๗๐% ส่วนที่ ๑ ไม่ต่ำกว่า ๗๕%
ส่วนที่ ๒ ไม่ต่ำกว่า ๖๕% ส่วนที่ ๒ ไม่ต่ำกว่า ๗๐% ส่วนที่ ๒ ไม่ต่ำกว่า ๗๕%
คะแนนรวมทั้งสองส่วน
ไม่ต่ำกว่า ๗๐% คะแนนรวมทั้งสองส่วน
ไม่ต่ำกว่า ๗๕% คะแนนรวมทั้งสองส่วน
ไม่ต่ำกว่า ๘๐%
ต้องผ่านเกณฑ์เป็นเอกฉันท์ทั้ง ๓ ส่วน

วิธีการ

ให้ ยื่นคำขอได้ปีละ ๑ ครั้ง ช่วงเวลาใดก็ได้ เพราะความพร้อมของครูต่างกัน กรณี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาไม่อนุมัติ มีสิทธิ์ส่งคำขอใหม่ในปีถัดไป กรณีเกษียณอายุราชการให้ยื่นคำขอก่อนเกษียณฯ ไม่น้อยกว่า ๖ เดือน

คณะกรรมการประเมิน
– ชำนาญการ ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ตั้งคณะกรรมการประเมินจำนวน ๓ คน ประกอบด้วย ผอ. สถานศึกษาของผู้ขอรับการประเมิน ผู้ทรงคุณวุฒินอกสถานศึกษา และข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าชำนาญการ ประเมินทั้ง ๓ ด้าน
– ชำนาญการพิเศษ ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ตั้งคณะกรรมการประเมินจากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.เห็นชอบจำนวน ๓ คน ตามสัดส่วนที่ ก.ค.ศ.กำหนด ประเมินทั้ง ๓ ด้าน
– เชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษ ให้ ก.ค.ศ. ตั้งคณะกรรมการประเมิน จำนวน ๓ คน ประเมินทั้ง ๓ ด้าน

ขอข้ามวิทยฐานะ (Fast Track) จากชำนาญการ เป็นเชี่ยวชาญได้

รม ว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ในระหว่างนี้ ก.ค.ศ.ได้มอบให้ปลัด ศธ. เป็นประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาจัดทำคู่มือ เกณฑ์ เครื่องมือในการประเมินต่างๆ ให้เสร็จสิ้นภายใน ๓ เดือน (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๒) พร้อมทั้งรายงานต่อที่ประชุม ก.ค.ศ.ทราบเป็นระยะๆ ด้วย

ที่มา กระทรวงศึกษาธิการ 30 มิ.ย.2552